denyuden

สวัสดีค่า 
บทที่ 4 เรายังแปลไม่ครบบท เลยยังไม่ได้เอามาลงที่นี่นะคะ
เนื่องจากบทนี้ยาว เลยแบ่งครึ่งลงที่อื่นไปก่อน
เพราะเราอยากลงในบล็อกตูมเดียวเลยมากกว่า แต่กลัวว่าใครที่รออ่านอยู่จะรอนานเกินไป
เลยนำ Url ของนิยายท่อนแรกมาลงค่ะ
นิยายบทที่ 4 ครึ่งแรก
 
แล้วก็แถมมังงะเรื่อง Owari no Seraph ซึ่งเป็นคนแต่งเรื่องคนเดียวกับเดนยูเดนด้วยค่ะ 
 
อยากได้คำวิจารณ์เรื่องสำนวนการแปลนะคะ 
ไม่ว่าจะติหรือชม เรารับหมดค่ะ 
เพื่อนำมาพัฒนาการแปลให้ดีขึ้นค่ะ 
 

 

Sion Note เล่มที่ 5
 
เรื่อง ทาคายะ คางามิ
ภาพ ซาโอริ โทโยตะ (ไม่เอาภาพมาลงนะคะ ใครอยากเห็นไปส่องกระทู้ที่พันทิปแทนนะคะ)
แปล ซาคุรัมโบ
เบต้า คายา ไอ

 

 

บทที่ 2 : เรื่องราวของปีศาจขี้เหงา——

 

 

ไม่รู้จะเกิดมาเพื่ออะไร

 

ไม่รู้จะเกิดมาเพื่ออะไร

 

ไม่รู้จะเกิดมาเพื่ออะไร

"........"

ความคิดนั้นล่องลอยอยู่ในหัวเขา

เป็นความคิดเดียวที่ล่องลอยอยู่ในหัวของเขา

 

ที่ที่เขาอยู่นั้นไร้สีสัน

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสีเทา

ไม่มีทิวทัศน์ กลิ่นหรือเสียงอันใด เป็นเพียงที่ที่ปกคลุมไปด้วยสีเทา

และเขาก็เกิดมาที่นั่น

เขาเกิดมาในที่ที่นอกจากตัวเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสีเทา

และในห้วงสีเทานั้น

".......เฮ้อ"

เขาพึมพำ

แต่ก็ไม่มีเสียงออกมา

มีเพียงข้อมูลปรากฏอยู่ในหัว บอกว่าตัวเองพึมพำว่า 'เฮ้อ'

ไม่มีเสียงออกมา

ไม่มีลมหายใจเล็ดลอดมาจากปากนั้นด้วย

บรรยากาศไม่สั่นสะเทือน และทุกอย่างที่เขาทำนั้น ดูเหมือนจะไร้ความหมาย มันไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อโลกเลย

ถึงกระนั้น เขาก็มีความรู้เกี่ยวกับโลก

มีอากาศอยู่ในโลก

มีสีสันอยู่ในโลก

มีเสียงอยู่ในโลก

มีทิวทัศน์ที่งดงามอย่างมากแผ่ขยายอยู่ ซึ่งไม่ใช่ในสถานที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ เพราะอะไรก็ไม่รู้ เขาถึงมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นอยู่

ถึงแม้จะไม่เคยเห็นมัน

ถึงแม้จะไม่เคยสัมผัสมัน

"......แต่เราจินตนาการได้นะ"

เขากล่าว

'ปีศาจขี้เหงา' [ไลเนอร์ เอริส รี้ด] พึมพำกับตัวเอง

แม้กระทั่งชื่อ เขาก็ตั้งเอง

ปีศาจขี้เหงา

อสูรกายขี้เหงา

ต่อให้ บอกว่าตัวเอง 'ขี้เหงา' คำพูดของเขาก็ส่งไปไม่ถึงใคร

ดังนั้น เขาจึงคิดว่า

ดังนั้น ไลเนอร์จึงคิดว่า

"......เราเกิดมาทำไมนะ ?"

เขาพึมพำด้วยใบหน้าสิ้นหวัง

และเงยใบหน้าที่งดงามขึ้น

แหงนใบหน้าที่ดูเซื่องซึม เบื่อหน่าย และอ้างว้าง

ดังคาด ที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็คือสีเทา

สุดลูกหูลูกตาที่เห็น ทัศนวิสัยของเขาถูกเติมเต็มไปด้วยสีเทา

เขายืนอยู่ตามลำพัง

ไม่มีอะไรที่ควรทำ

ไม่มีใครเรียกหา

เขาแค่ถูกวางไว้ตรงนั้น

เขาก็แค่อยู่ตรงนั้น

เขาอยู่ตามลำพังโดยหาความหมายหรือเหตุผลของการเกิดมาไม่พบ

"เพื่ออะไร......"

และยังคงตั้งคำถาม

"เรามีตัวตนอยู่เพื่ออะไรนะ......"

ใช่แล้ว เขายังคงตั้งคำถาม

บางคราว ก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้

ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาก็ไม่รู้

ทั้งที่ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่คนเดียว ทำไมความรู้สึกเหงาถึงมีอยู่ในตัวเองก็ไม่รู้

แม้ว่าในอกจะเจ็บปวดเหลือเกิน เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าจะรู้สึกเหงาไปเพื่ออะไร

แต่มีอย่างหนึ่งที่แน่ใจ ว่าความรู้สึกของเขาถูกห่อหุ้มด้วยความเหงา

คงไม่เกินไปนักถ้าจะบอกว่านั่นคือความรู้สึกเดียวที่เขามีอยู่ในหัวใจ

เขายกมือขึ้น มองที่ฝ่ามือแล้วใช้มือกุมอกเอาไว้

กุมอกที่ยังคงเจ็บปวด

และ

"......เหงาจัง"

กระซิบออกมา

"แต่ทำไมถึงเหงาก็ไม่รู้สิ"

เขากระซิบ

"ความรู้สึกนี้มีอยู่เพื่ออะไรนะ ? มีความหมายอะไรไหมนะ ?"

เขาพูดและเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

ข้างหน้าเขาไม่มีอะไรเลย ถึงกระนั้นเขาก็ยังมองไปยังขี้เถ้าเหล่านั้น

"......ถ้ามีความหมายอะไรจริง ๆ ล่ะก็ เรายังทนได้นะ ถ้าความเหงานี่มีความหมายอะไรสักอย่าง เราจะทนไปอีกสักพัก......แต่ถ้าไม่มีความหมายอะไรเลยล่ะก็......"

ถ้าการมีอยู่ของเขาไม่มีความหมายอะไรเลยล่ะก็

"เราก็อยากจะหายไปซะ"

ไลเนอร์พูด

"ทรมานจัง"

ด้วยใบหน้าที่เกือบจะร้องไห้

"......ทรมานจัง"

เขาพูด

เขาเบิ่งตากว้าง

ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่เปียกปอนหล่นลงมาจากดวงตา

และ

"......อ๊ะ"

 เขาเปล่งเสียงเบา ๆ ไม่มีเสียงออกมา มันถูกสีเทาที่โอบล้อมโลกสูบไป แต่เขาก็เปล่งเสียงเบา ๆ อีก

"อ๊ะ"

เขาเปล่งเสียงออกมา

และพูดว่า

"น้ำตานี่"

เขาพูด อย่างประหลาดใจ

เขารู้ว่านั่นคือน้ำตา

และนี่เป็นครั้งแรกที่มีน้ำตาไหลออกมา

เป็นสิ่งที่ไหลออกมาเมื่อโศกเศร้า

เป็นสิ่งที่ไหลออกมาเมื่อโดดเดี่ยว

เป็นสิ่งที่ไหลออกมาเมื่อดีใจ ทำไมเขาถึงรู้เรื่องพวกนี้นะ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันไหลออกมา

ดังนั้นไลเนอร์จึงประหลาดใจ จากนั้นก็รีบใช้มือกดมันเอาไว้

น้ำตาไหลออกมาจากตาซ้าย

เขาจึงเอามือซ้ายไว้ตรงนั้น และ

"......อยู่นี่นะ"

เขาพึมพำ

เขาเสกเวทไปที่นิ้ว

แล้วมันก็กลายเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

รอยสักรูปหยดน้ำตาได้ถูกสลักไว้ใต้ตาซ้ายของเขาทันที

รูปทรงหยดน้ำตา

หลักฐานว่าครั้งหนึ่งเขาเคยร้องไห้ได้ถูกสลักเอาไว้

น้ำตาจะมีความหมายอย่างไรนั้น เขาไม่รู้หรอก แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับมัน

เขาให้ความสำคัญกับสิ่งใดก็ตามที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกอันคงที่นี้

"............"

และถ้ามีใครมาที่นี่ล่ะก็

ถ้าการคงอยู่ของเขามีความหมายอยู่จริง และมีใครสักคนมาหาเขาที่นี่ล่ะก็

เขาคงจะได้บอกคนพวกนั้น

ในสถานที่นี้

ในสถานที่อันว่างเปล่าที่ถูกกลบฝังไปด้วยความโดดเดี่ยว

ว่าเขา

"............"

ว่าเขาเหงาเสมอมา รอยรูปหยดน้ำตาอาจจะบอกเล่าเรื่องราวนั้นได้ เขาจึงสลักรูปหยดน้ำตาเอาไว้

เพราะอยู่ใต้ตา มันจึงดูเด่นมาก

แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น

เพื่อแสดงรูปหยดน้ำตาให้โลกได้เห็น

เงยหน้าขึ้นเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความเหงาที่อยู่ข้างใน

แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย

เขายิ้ม เพราะถ้ามีใครมาหาล่ะก็ จะได้ต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

"............"

ตามคาด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

สิ่งที่มีคือสีเทา

สิ่งที่มีคือความโดดเดี่ยว

และเขาจะเหงาอย่างนี้ไปตลอดกาล

"............"

แต่ถึงกระนั้น ไลเนอร์ก็ยังคงยิ้ม

ยังคงยิ้มอยู่ตามลำพังในสถานที่อันว่างเปล่า

เพื่อเตรียมพร้อมรับบางสิ่งที่อาจจะมาที่นี่จนได้

เขายังคงยิ้ม เพื่อเตรียมพร้อมรับปาฏิหาริย์ที่อาจจะเกิดขึ้นก็ได้

อาจจะมีท่วงทำนองอะไรบางอย่างที่สามารถเข้ากับฟันเฟืองของเขาได้อาจจะมีใครหรืออะไรก็ตามปรากฏตัวออกมาก็เป็นได้

และฉีกกระชากห้วงสีเทานี้

ฉีกกระชากความมืดมิดนี้ เขาคิดว่าอาจจะมีใครบางคนที่มาหาเขาปรากฏตัวขึ้นมา เขาที่คิดเช่นนี้ จึง

 

"........................"

 

ยิ้มอยู่ตามลำพังต่อไป

 

 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ ตั้งแต่ที่เขาเริ่มออกเดินทางมา ?

หนึ่งปี

สิบปี

ร้อยปี

เขาไม่รู้อีกต่อไปแล้ว

แต่

"ตายซะ"

ชิออนพึมพำ

แล้วเหวี่ยงดาบ

เหวี่ยงดาบสีดำ

ชั่วพริบตา ดาบก็ฆ่า 'เทพธิดา' และทำลายร่างของพวกมันไปนับร้อยตน

พวกมันไม่ทันได้ร้องออกมาด้วยซ้ำ

เพราะว่าเมื่อเหล่า 'เทพธิดา' เห็นชิออนเหวี่ยงดาบ ถัดมาพวกมันก็ตายเสียแล้ว

และมีเลือดกระเซ็นออกมา มีเลือดกระเซ็นมากมายพอที่จะกลบฝังผืนดินทั้งหมดได้

ยิ่งได้สูบเลือดของ 'เทพธิดา' เหล่านั้น มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าไหร่ ดาบก็ยิ่งคล้ำขึ้นกว่าตอนที่เขาสร้างมันขึ้นมา และถูกย้อมไปด้วยสีดำทมิฬ

ชิออนมองดาบ และพูดว่า

"หายไปซะ"

ทันใดนั้นดาบก็หายไป

ดาบหายเข้าไปในร่างของเขา

และในเวลาเดียวกัน ก็รู้สึกได้ว่าพลังของตนเพิ่มขึ้น

ทุกครั้งที่แกว่งไกวดาบ

ทุกครั้งที่ฆ่า 'เทพธิดา' พลังของเขาก็เพิ่มขึ้น

รูปร่างเองก็แตกต่างไปจากตอนที่ได้รับจิตสำนึกมา ไม่ใช่เด็กชาย แต่เป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่งขึ้น

ผมยาวสีเงิน และดวงตาสีทองคมคาย

เขายืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดที่กลบวิสัยทัศน์ไปจนหมดสิ้น แต่เขากลับไม่มีรอยเปื้อนเลือดเลย

จากนั้นเขาก็หันไปข้างหลัง

และตรงนั้นมี 'เทพธิดา' ตนหนึ่งยืนอยู่

'เทพธิดาแห่งวัฎสงสาร'

ต่างจากชิออน รูปลักษณ์ของเธอไม่เปลี่ยนไปเลยจากตอนที่พบกันครั้งแรก

ถึงแม้จะผ่านมาเนิ่นนานตั้งแต่ที่ได้พบกันวันแรก เธอก็ไม่เปลี่ยนไปสักนิด

ยังคงดูเหมือนเด็กสาวน่ารักอายุสิบสี่-สิบห้า

เธอกำหัวของ 'เทพธิดา' ไว้ในมือขวา นิ้วมือฝังอยู่ในกระโหลกของ 'เทพธิดา' และกิน 'เทพธิดา' ตนนั้นจากภายใน

สีหน้าของเธอดูเบิกบานขึ้นทุกครั้งที่นิ้วของเธอสูบเป็นจังหวะเสียงซวบ ซวบ

จากนั้นก็รู้สึกตัวว่าชิออนหันมามอง เธอค่อย ๆ ยิ้มให้

"......เธอนี่ประหลาดดีนะ"

เธอพูด

ชิออนตอบกลับ

"ตรงไหน ?"

"ก็เธอไม่กินอะไรเลยนี่นา ฉันมองเธอตลอด แต่ตลอดสองร้อยยี่สิบปีนี้ เธอเอาแต่ทำลายแล้วก็ไม่กินอะไรเลย"

ชิออนหรี่ตาเมื่อได้ยิน แล้วพูดว่า

"......ผ่านมานานขนาดนั้นแล้วเหรอ"

"เรื่องที่ฉันกำลังพูดอยู่ ไม่ใช่เรื่องกี่เดือนกี่ปีซะหน่อย"

มิลค์พูดแล้วเขวี้ยงซาก 'เทพธิดา' ที่ว่างเปล่าทิ้ง เธอเขยิบเข้ามาใกล้ชิออน

เธอตัวเตี้ย

ไม่สิ ระหว่างสองร้อยยี่สิบปีนี้ ชิออนต่างหากที่ตัวสูงขึ้น

เขาจึงก้มหัวลงเพื่อมองมิลค์

มิลค์ยิ้มอย่างรื่นเริงอยู่เสมอ ยิ้มอย่างเบิกบาน และมองขึ้นมาที่ชิออนด้วยใบหน้าที่เย้ายวน

"แต่ฉันไม่เคยเบื่อเวลามองเธอเลยล่ะ"

เธอพูดและสัมผัสอกของชิออนอย่างแผ่วเบา แทรกมือเข้าไปในร่างเขา

มือของมิลค์พยายามกินเนื้อจากอกของชิออน ตั้งใจกินภายในร่างเขา

ชิออนโต้กลับทันควัน

ดาบสีดำเจ็ดเล่มปรากฏขึ้นรอบกาย ทุกเล่มต่างหันเข้าหามิลค์

 เขาถาม

"จะทำอะไร ?"

ทันใดนั้น มิลค์ก็แหงนหน้ามองดาบ สีหน้ารื่นเริงไม่เปลี่ยน

"ก็ทดสอบเธอไงจ๊ะ"

"ทดสอบเหรอ ?"

"จ้ะ ว่าจะป้องกันตัวจากฉันได้หรือเปล่า"

มิลค์พูดแล้วมองที่มือตัวเอง มือเธอยังคงฝังอยู่ในอกของชิออน

และ

"นี่ก็ผ่านมาสองร้อยกว่าปีแล้ว แต่เธอยังป้องกันตัวจากพลังของฉันไม่ได้เลยนะ"

"แต่ฉันฆ่าเธอได้"

"ก็แค่ฉัน แต่ถ้ามี 'เทพธิดา' สักยี่สิบตนที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับฉัน เธอถูกฆ่าแน่ สองร้อยปีนี้เธอแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ก็ยังไม่ใช่คู่มือของพวกเราอยู่ดีนั่นแหละ"

ชิออนตอบขณะที่จับตาดูมิลค์

"......แต่ฉันยังไม่เคยเจอ 'เทพธิดา' ที่แข็งแกร่งเท่าเธอ......"

มิลค์ขัดขึ้น

"มีจ้ะ  มีแม้กระทั่ง 'เทพธิดา' ที่มีพลังมากกว่าและหิวยิ่งกว่าฉันด้วย เพราะบ่อเกิดพลังของพวกเราคือความหิวและความปรารถนา แล้วก็มีพวกเราอีกมายที่หิวซะยิ่งกว่าฉันอีก"

"งั้นเหรอ"

"จ้ะ และเธอก็ชนะพวกเราไม่ได้ด้วย"

"งั้นเหรอ"

"จ้ะ เพราะงั้นแหละ......"

มิลค์พูดแล้วดึงมือออกจากอกของชิออน เธอมองเลือดที่เปื้อนมืออยู่แล้วแลบลิ้นออกมา เลียเลือดเหล่านั้น

ทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม และ

"เพราะงั้นแหละฉันถึงไม่เบื่อเลยเวลาอยู่กับเธอ"

เธอพูด

"เธอบอกว่าเธอเป็นนักล่า เป็นผู้ทำลายที่ถูกสร้างมาเพื่อลบล้างพวก 'เทพธิดา' อยากรู้จังว่าใครกันนะที่มอบคำสั่งแบบนั้นให้เธอตอนที่เธอเกิดมา ?"

ชิออนตอบคำถามนั้น

"ฉันถูกบอกมาว่าฉันคือการทำลาย"

"จากใครกันล่ะ ?"

"ไม่รู้ เพียงแต่ตอนที่ได้จิตสำนึกมา ตัวฉันก็มีความหมายแค่การทำลายล้างเท่านั้น"

"ก็คงเหมือนกับความหิวของพวกฉันสินะ"

"............"

"พวกฉัน ที่สนใจแต่จะกินต่อไปเรื่อย ๆ และเธอ ที่หาความหมายของสิ่งอื่นไม่เจอเลยนอกจากการทำลาย แต่เธออ่อนแอไป ถ้าฉันไม่ช่วย คงตายไปตั้งแต่แรกแล้ว"

"............"

"ถ้างั้นเธอเกิดมาเพื่ออะไรกันล่ะ ? ทั้งที่พลังของเธอเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แท้ ๆ  หรือว่าโลกคาดการณ์ไว้ว่าฉันจะช่วยเธอ......"

เธอเคลื่อนไหวทันที

เธอพุ่งมาราวกับจะกอดชิออน และก็กอดเขาจริง ๆ

เธอยื่นมือออกไปทั้งอย่างนั้น

มือนั้นบีบเข้าที่คอของ 'เทพธิดา' ที่โผล่มาด้านหลังชิออนอย่างกระทันหัน

'เทพธิดา' ตนนั้นพยายามจะพูดบางอย่าง แต่ว่า

"ฉันไม่สนคำพูดเธอหรอก"

มิลค์พูดแล้วหักคอ 'เทพธิดา' แล้วจ้วงนิ้วเข้าไปในคอมัน และเริ่มกินภายในของ 'เทพธิดา' ตนนั้น

เธอเริ่มกิน 'เทพธิดา' ขณะที่ยังกอดชิออนไว้

ชิออนก้มลงมองใบหน้าของมิลค์ หน้าเธออยู่ใกล้มากจนเพียงแค่เอียงคอลงไปนิดเดียวก็สัมผัสได้

เธอเคยเป็นคู่ในการสืบพันธุ์ของเขา

แต่ตอนนี้ เขาไม่รู้สึกอะไรเลย

เขาไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่

ตั้งแต่แรกมา เขาก็ไม่มีความรู้สึกอื่นใดเลยนอกจากต้องทำลาย

ดังนั้น หลังจากมองสีหน้าอิ่มเอมของมิลค์ที่กำลังกินอยู่ เขาจึงหันไปมองท้องฟ้า

ไม่สิ เบื้องหน้าที่เขามองอยู่ ไม่ใช่ท้องฟ้า

เขากำลังมองไปยังที่ว่าง ที่ต่างไปจากที่ที่เขาอยู่ตอนนี้

เป็นมิติที่ต่างไปจากที่ที่เขายืนอยู่ตอนนี้

แล้วเพ่งสติไปยังสถานที่นั้น

ตรงนั้นมีความบิดเบี้ยวอยู่

มีความบิดเบี้ยวสีเทาอยู่

ความบิดเบี้ยวจำนวนนับไม่ถ้วน

ความบิดเบี้ยวที่เชื่อมต่อไปยังที่ซึ่งทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยขี้เถ้า

กว่าจะมาถึงที่นี่ ก็ใช้เวลาไปตั้งสองร้อยปี

ถึงกระนั้น พวก 'เทพธิดา' ก็กลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นบนทวีปเมโนริสเหมือนเดิม

ใช้เวลาไปสองร้อยกว่าปีในการฆ่า ฆ่า ฆ่า คลื่น 'เทพธิดา' ที่โผล่มาระลอกแล้วระลอกเล่าก่อนที่เขาจะมาถึงสถานที่นี้ได้

แต่ ก็ไม่รู้ว่าตั้งเป้ามาที่นี่เพื่ออะไร ไม่ เขาไม่ใช่คนเอ่ยปากให้มาที่นี่ด้วยซ้ำ

ดังนั้นชิออนจึงก้มมองมิลค์อีกครั้งแล้วถามว่า

"แล้วไงต่อ ?"

มิลค์กินเสร็จแล้วโยน 'เทพธิดา' ทิ้ง และผละร่างออกมาจากชิออน เธอเอามือลูบท้องแล้วพูดว่า

"ยังไงก็ไม่พอแฮะ"

เธอพูดและหัวเราะ

ขณะที่มองเธอ ชิออนก็ทวนคำถาม

"แล้วไงต่อ ?"

มิลค์มองเขา

"แล้วไงอะไรเหรอ ?"

"เรามาที่นี่กันทำไม ?"

มิลค์เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังท้องฟ้า

มองไปยังความบิดเบี้ยวสีเทาที่นำพาไปสู่มิติอื่น

แล้วพูด

"เห็นนั่นไหม ?"

"เห็น"

"คิดว่ามันคืออะไรเอ่ย ?"

"ไม่รู้สิ"

"คุกยังไงล่ะ"

"คุก ?"

"จ้ะ คุกที่ถูกสร้างโดย 'เทพธิดา' ที่อาศัยอยู่ทางใต้ ไม่สิ ถึงจะบอกว่าคุก แต่ก็ต่างกันหน่อยแฮะ"

"เธอพูดถึงอะไรอยู่น่ะ ?"

"ช่างเถอะจ้ะ มันเป็นขอบของที่ไหนสักที่ที่ไม่ใช่ที่นี่น่ะ เป็นจุดที่พาไปยังสถานที่ที่ไม่ได้นำพาไปสู่ที่ไหน พอโดนผลักเข้าไปในนั้นแล้วก็จะกลับมาด้านนี้ไม่ได้อีกเลย นั่นล่ะที่ที่ 'เทพธิดา' ที่ถูกเนรเทศจากโลกนี้ถูกส่งไปกัน"

มิลค์พูด

แล้วชิออนก็มองขึ้นไปยังบริเวณที่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวสีเทาเหล่านั้นอีกครั้ง

ความบิดเบี้ยวพวกนั้นมีขนาดแตกต่างกันไป แต่ดูเหมือนจะไม่มีอันไหนนำไปสู่ที่ใดเลย

ชิออนชูมือขวาแล้วสร้างดาบสีดำขึ้นมา เขาปล่อยดาบออกไป มันบินไปยังความบิดเบี้ยวอันหนึ่งแล้วทะลุเข้าไป

แต่ว่า

"............"

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ดาบแค่ทะลุผ่านความบิดเบี้ยวนั้นแล้วเลยไป

ไม่ได้ไปยัง 'อีกด้านหนึ่ง' ของความบิดเบี้ยว

ไม่ได้ไปสู่มิติที่ 'เทพธิดา' ถูกเนรเทศไป

มันก็แค่ทะลุไปสู่ท้องฟ้าอีกด้านของความบิดเบี้ยวนั้น

ชิออนทำให้ดาบหายไป

แล้วพูด

"ตัดไม่ได้"

ทันใดนั้นมิลค์ก็ยิ้ม

"แหงล่ะจ้ะ ถึงจะส่งออกไปได้ แต่ก็แตะต้องจากที่นี่ไม่ได้ มันเลยมีไว้เนรเทศพวก 'เทพธิดา' วิปลาสไง"

เธอพูด

'เทพธิดา' วิปลาส

'เทพธิดา' วิปลาส

ชิออนเอียงหัวเล็กน้อย

"หมายถึงฉันเหรอ ?"

เขาถาม

มิลค์ส่ายหน้า

"เธอไม่กินอะไรเลย เพราะงั้นก็ไม่ใช่ 'เทพธิดา' แล้วล่ะ เนอะ ? แต่พวก 'เทพธิดา' คือสิ่งที่ถูกเนรเทศมาที่นี่ล่ะ 'เทพธิดา' ที่ความปรารถนาเติบโตแข็งกล้าเกินไป 'เทพธิดา' ที่พยายามจะกินพวกเดียวกันเอง"

ชิออนพูด

"อ้อ เธอน่ะเอง"

"อะฮะฮะ นั่นสินะ 'เทพธิดา' ที่เริ่มกินพวกเดียวกันเองจะถูกเรียกว่าพวกวิปลาสแล้วก็ถูกเกลียด ถ้าพวกนั้นเจอตัวฉันเข้า ฉันก็คงถูกเนรเทศล่ะนะ"

"เธอมันวิปลาสแล้ว"

"ก็อาจจะใช่ แต่อาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้นะ ที่ฉันอยู่ข้าง ๆ เธอก็เพื่อจะพิสูจน์สิ่งนั้นไงล่ะ

"............"

"ตั้งแต่ที่เริ่มกินพวกเดียวกันเองเพื่อเธอ ฉันก็ถูกปลดปล่อย ได้พบความหมายในการคงอยู่ของตัวเองถึงจะยังอยู่ภายใต้คำสาปแห่งความหิวโหยอันไม่สิ้นสุดนี่ ในฐานะคนที่คอยปกป้องและดูแลเธอไงจ๊ะ ——"

มิลค์พูด

แต่ชิออนตอบ

"ฉันไม่สนใจเธอ"

"อะฮะ นั่นฉันเพิ่งพูดกับ 'เทพธิดา' ที่ฉันฆ่ากินไปนี่นา ?"

เขาไม่สนใจ และพูดต่อ

"แต่ฉันสนใจมิตินั่น ทำไมถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ ?"

เขาพูด

และนึก

ถึงการพบกันครั้งแรกกับมิลค์ ว่าเธอพูดอะไรขณะที่พาเขามาทางใต้

ในตอนนั้นเธอพูดแบบนั้นจริง ๆ

เป็นความทรงจำอันห่างไกล

ความทรงจำอันแสนไกล ไกลออกไป แต่ว่า.....

 

—— ก็แค่ข่าวลือน่ะนะ

—— ว่ามีสิ่งที่ถูกเกลียดชังอยู่ทางใต้น่ะ

—— แต่ถ้ามันถูกพวก 'เทพธิดา' เกลียดล่ะก็ มันอาจจะกลายมาเป็นพวกพ้องของเธอก็ได้นะ ?"

 

มิลค์พูดไว้อย่างนั้น

แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่โดน 'เทพธิดา' เกลียดจนถูกเนรเทศไปยังสถานที่นั้นก็เป็นแค่ 'เทพธิดา' ที่กินพวกเดียวกันเอง

เหมือนกับมิลค์ที่กิน 'เทพธิดา' ซึ่งเป็นพวกเดียวกันเอง

และนั่นก็

"ไม่ใช่ฉัน"

ชิออนพึมพำ

"หรือพวกพ้องของฉันซะหน่อย"

แล้วเขาก็มองมิลค์

"......เธอมานี่เพื่อหา 'เทพธิดา' ที่เป็นแบบเดียวกับเธอเหรอ ?"

เขาพูด

"ถ้าเป็นแบบนั้น การเดินทางนี้ก็ไม่มีความหมายกับฉันสักนิด"

เขาพูด

แล้วเพิ่มจำนวนดาบที่อยู่รอบตัวเท่าหนึ่ง

เป็นสิบสี่เล่ม

ถ้าใช้ดาบสิบสี่เล่ม ก็น่าจะฆ่ามิลค์ได้โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอสู้กลับ

เขาจึงสร้างพลังที่เพียงพอต่อความจำเป็น

มิลค์เงยหน้ามองดาบและยังคงยิ้มอย่างร่าเริง

"แหม แหม พอหมดประโยชน์ก็จะฆ่าทิ้งเลยเหรอ ?"

"ฉันคือการทำลาย"

"แต่เธอยังรับมือกับพวก 'เทพธิดา' ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีฉันเป็น......"

เขาปล่อยดาบออกไปหนึ่งเล่ม

ดาบแทงเข้าที่อกมิลค์

"อ้ะ"

มิลค์พูดแล้วมองที่อกตัวเอง แล้วมองที่เขา

"จิ้มฉึกเลยแฮะ"

เธอพูด

"แต่ถ้าจะทำ เธอก็ฆ่าฉันตายในทันทีได้แท้ ๆ ทำไมไม่ทำล่ะ ?"

กระนั้นชิออนก็ยังคงมองมิลค์

"............"

เขามองเธอ

"ไม่รู้สิ"

เขาพูด

รู้สึกว่าบทสนทนานี้ก็จะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เขาพยายามจะฆ่ามิลค์ แต่ก็ไม่ได้ทำลงไป ถึงแม้จะถูกสร้างมาเพื่อทำลายเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ฆ่าเธอ

และ

"............"

และมันมีความหมายบางอย่าง มิลค์ยืนกราน มีความหมายบางอย่างที่เราได้รับอารมณ์ความรู้สึกมา นอกไปจากที่ถูกโปรแกรมไว้

และ

"ที่ฉันมาที่นี่ ก็มีความหมายเหรอ ?"

ชิออนถาม แล้วมิลค์ก็พูดขณะดึงดาบที่เสียบร่างของเธอออกมา

"จ้ะ อย่างที่ฉันเคยบอกไปไง เธออาจได้พบพวกพ้องที่นี่"

"พวกพ้อง ?"

"ใช่ นั่นไง ตรงนั้น"

มิลค์พูดและมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง เธอชี้ไปยังจุดจุดหนึ่ง

ชิออนมองไปทางที่ถูกนิ้วชี้

และอย่างที่คาดไว้ มีสิ่งที่เป็นความบิดเบี้ยวสีเทาอยู่

เป็นความบิดเบี้ยวที่ไม่ได้ต่างไปจากอันอื่น เป็นความบิดเบี้ยวที่มองยังไงก็เหมือนกับอันอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน

แต่มิลค์ก็ชี้ไปที่หนึ่งในนั้น และพูดว่า

"พวก 'เทพธิดา' ที่ถูกเนรเทศน่ะแข็งแกร่งกันทั้งนั้น เลยต้องมีการเสียสละอยู่บ้างเพื่อจะเนรเทศพวกนั้นไป พอเนรเทศ 'เทพธิดา' ไปได้สักตนโดยใช้พวกเราสิบกว่าตนเข้าแลก ก็จะมีข้อมูลระบุถึงที่พำนักของแต่ละความบิดเบี้ยวออกมา ข้อมูลที่ถูกส่งต่อผ่านจิตสำนึกที่เชื่อมโยงกันอยู่ของ 'เทพธิดา'"

ชิออนพูด

"ในตัวฉันไม่มีข้อมูลแบบนั้น"

"จริงเหรอ ?"

"ใช่"

"งั้นเธอก็กลายเป็นสิ่งอื่นที่ต่างไปจากเทพธิดาแล้วจริง ๆ นั่นล่ะ"

"ในตัวเธอมีข้อมูลอย่างนั้นอยู่เหรอ ?"

"จ้ะ ในช่วงสองร้อยกว่าปีที่ฉันเดินทางมากับเธอ มี 'เทพธิดา' ถูกเนรเทศมาที่นี่สิบห้าตน ฉันมีข้อมูลประมาณนี้อยู่ รู้กระทั่งชื่อของเทพธิดาพวกนั้นด้วย แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม กลับไม่มีข้อมูลที่เกี่ยวกับความบิดเบี้ยวอันนั้นเลย......"

เธอพูดแล้วมองขึ้นไป

ยังคงชี้ไปที่ความบิดเบี้ยวอันนั้น

ชิออนเองก็มองไปยังความบิดเบี้ยวอันนั้นอีกครั้ง

แต่ยังไงมันก็ไม่ได้แปลกอะไรตรงไหน มันไม่ต่างไปจากความบิดเบี้ยวอันอื่นเลย

มิลค์พูดต่อ

"แล้วก็มีข่าวลือเยอะแยะเชียวล่ะ หรือจะมีบรรพบุรุษของ 'เทพธิดา' ทั้งหมดถูกผนึกไว้ในนั้นบ้างล่ะ หรือจะมีสัตว์ประหลาดจากมิติอื่นอยู่ในมิตินั้นบ้างล่ะ ข่าวล่าสุดก็คือมีสัตว์ประหลาดที่ถูกโลกเกลียดอาศัยอยู่ในนั้น สัตว์ประหลาดที่ชื่อว่า ไลเนอร์ เอริส รี้ด แต่เพราะอะไรไม่รู้ล่ะ ถึงไม่มีใครรู้ต้นตอของข่าวลือชิ้นนั้นเลย"

"นั่นก็เป็นข้อมูลที่ถูกแลกเปลี่ยนกันระหว่างจิตสำนึกของ 'เทพธิดา' เหรอ ?"

"ใช่จ้ะ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่า 'เทพธิดา' ตนไหนเป็นคนปล่อยข่าวชิ้นนั้น จู่ ๆ มันก็เริ่มแพร่กระจายของมันเองน่ะ —"

เธอหันมาหาเขาแล้วพูดว่า

"แต่ก็น่าสนใจไม่ใช่เหรอ ? ที่มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดสองอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าฉัน จู่ ๆ 'เทพธิดา' ที่ควรจะเป็นคู่สืบพันธุ์ของฉันก็ตื่นขึ้นมาด้วยจิตสำนึกใหม่แล้วเริ่มอาละวาด แล้วแทบจะในเวลาเดียวกัน ข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนไร้ที่มาอย่าง [ไลเนอร์ เอริส รี้ด] ก็เริ่มแพร่เข้ามาในหัวฉัน สองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันเลยล่ะ"

"พร้อม ๆ กันเหรอ ?"

"ใช่แล้ว พร้อมกันเลย ฉันถึงพยายามพาเธอมาซะไกลขนาดนี้ไง ฉันคิดน่ะว่าบางทีอาจเป็นภารกิจของฉันในการพาคนนอกคอกอย่างเธอมาพบกับสัตว์ประหลาดที่โลกเกลียด แล้วนี่ เธอรู้สึกถึงอะไรบ้างไหม ?"

ต่อคำถามนี้ ชิออนตอบว่า

"ไม่"

"อะฮะฮะ งั้นเหรอ"

"อืม"

"เฮ้อ ท่าทางอะไรจะไม่ง่ายแฮะ"

มิลค์พูดแล้วมองเขา ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขารู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟันออกมาจากตัวเธอ

ชิออนพูด

"คิดจะฆ่าฉันเหรอ ?"

"นั่นสิน้า"

"เธอชนะฉันไม่ได้หรอก"

"ถ้าคนเดียวก็ใช่อยู่ แต่ถ้ารุมล่ะก็นะ ฉันเรียกเพื่อน ๆ มาแล้ว จะฆ่าเธอที่นี่ล่ะ"

"เธอทำไม่ได้หรอก"

ทันใดนั้นมิลค์ก็หัวเราะ

"ถ้าฆ่าไม่ได้ก็จะแค่เนรเทศเธอไป ไปยังอีกด้านของความบิดเบี้ยวสีเทานั่น—"

เธอพูด

ดูเหมือนนั่นจะเป็นเป้าหมายของเธอมาตั้งแต่ต้น พยายามจะเนรเทศชิออนไปยังความบิดเบี้ยวสีเทานั่น

"สุดท้าย เธอก็เป็นศัตรู"

ชิออนพูด

มิลค์ตอบว่า

"มิตรต่างหากล่ะจ๊ะ แต่ฉันคิดว่าชะตาของเธอเชื่อมโยงกับอีกฟากหนึ่งของมิติบิดเบี้ยวนั่น"

"ไร้สาระ"

"ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก เอาเถอะ คุยกันพอแล้ว จะเนรเทศเธอไปจากที่นี่ล่ะนะจ๊ะ"

แล้วชิออน

"เธอทำไม่ได้หรอก"

ก็ตอบด้วยคำเดิม

แล้วสร้างดาบขึ้นมารอบตัว จำนวนมีมากเกินร้อยเล่ม

 

'เทพธิดา' จะเข้ามาใกล้ยังไม่ได้

 

แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงพูดดังขึ้นด้านหลัง

 

นายคือ อัสลูด โรแลนด์ สินะ กำลังรออยู่เลย

 

ชิออนหันไป

และมี 'เทพธิดา' ยืนอยู่ ซึ่งดูงดงามเหมือนกับมิลค์

ไม่ได้มีแค่ตนเดียว มี 'เทพธิดา' จำนวนนับไม่ถ้วนยืนอยู่ ราว ๆ สี่ตนในนั้นมีพลังมากกว่ามิลค์ด้วยซ้ำ

ชิออนสั่งดาบ

"ฆ่าพวก 'เทพธิดา' ซะ"

แล้วดาบที่อยู่รอบ ๆ ก็เริ่มขยับพร้อมกัน

เริ่มจู่โจม 'เทพธิดา' ที่อยู่รอบตัวเขา

'เทพธิดา' แต่ละตนตอบสนองแตกต่างกันไป

มีพวกที่หลบไม่พ้นและถูกทำลาย

มีพวกที่หลบได้อย่างง่ายดาย

มีพวกที่รับดาบพวกนั้นได้แล้วยังเขวี้ยงกลับมา

ชิออนเบิ่งตา ตอนนี้ดาบที่เขาเป็นคนปล่อยออกไปกลับมาแทงเข้าที่ไหล่ซ้าย

"อึ่ก"

เขาร้องคราง

แต่พวก 'เทพธิดา' ไม่ได้หยุดโจมตีอยู่แค่นั้น พวกมันทั้งหมดใช้โอกาสที่ชิออนชะงักไปเข้าจู่โจมมาพร้อมกันในคราวเดียว

"บัดซบ"

ชิออนสร้างดาบขึ้นมาอีกครั้ง

ในมือทั้งสองข้าง

และควงดาบไปรอบกาย ฉีกร่างพวก 'เทพธิดา' เป็นชิ้น

แต่ก็ต้านอยู่ได้ไม่นาน

จำนวนมันต่างกันเกินไป

และยังมีหลายตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเขา

เป็นการต่อสู้ที่แพ้มาตั้งแต่ที่เริ่ม

เขาเริ่มสูญเสียพลังไปทีละน้อย พยายามดิ้นรนเต็มกำลังและฟันพวก 'เทพธิดา' ที่จู่โจมมา แต่พลังของเขากำลังค่อย ๆ หมดไป

แล้วเข่าก็กระแทกพื้น

เขาล้มลง

พวก 'เทพธิดา' จู่โจมเขาราวกับเพิ่งเจอเหยื่อชิ้นเยี่ยม แล้วเข้าฝังคมเขี้ยวลงที่ขา แขน และภายใน ฉีกทึ้งมันออกจากกัน

และแล้ว

"............"

เขาก็รู้ว่าตายแน่

เขาก็รู้ว่าตายอยู่ตรงนี้แน่

แล้ว 'เทพธิดา' ตนหนึ่งก็โผล่มาเบื้องหน้าชิออน

ก้มลงมองเขาด้วยสีหน้าที่อาจเรียกได้ว่าสมเพชปนคาดหวังเล็ก ๆ

"เตรียมการเสร็จแล้วล่ะจ้า"

ยัยนั่นพูด

เขาเงยหน้ามองด้วยดวงตาที่เริ่มพร่ามัว  และเห็นว่ายัยนั่นคือมิลค์

มิลค์พูดว่า

"ถ้าเธอตายอยู่ตรงนี้ ก็คงแปลว่าเธอไม่มีความหมายอะไรเลย สองร้อยปีนี้หรือแม้แต่การคงอยู่ของฉันจะไม่มีความหมายเลย แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ มีอะไรที่พิเศษเกิดขึ้นล่ะก็—"

เธอพูดขณะที่ถือดาบที่ชิออนใช้เสียบร่างเธอไปก่อนหน้านี้

เธอเงื้อดาบขึ้นแล้วขว้างมันไปยังท้องฟ้า

ไม่รู้ว่าขว้างมันไปที่ไหน

เขาไม่รู้ว่าเธอขว้างดาบไปที่ไหน

แต่หลังจากขว้างดาบไป มิลค์ก็

"......อา"

พูดด้วยเสียงที่คล้ายกับลมหายใจและก้มลงมองเขาอย่างดีใจ

"ท่าทางเธอจะไม่ได้ถูกกำหนดให้ตายอยู่ตรงนี้นะ"

หลังจากได้ยินเธอกระซิบ

 

ชิออนก็หมดสติไป

 

 

ว่าแล้วเชียว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่เลย

มีแต่สีเทา สีเทา สีเทาที่แผ่ขยาย ไกลออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

ไลเนอร์ยังคงยิ้มอยู่ภายในความโดดเดี่ยวนั้น

มองขึ้นไปยังสถานที่ว่างเปล่าและยิ้มต่อไป

เขาไม่ร้องไห้อีกแล้ว

เพราะมีรูปหยดน้ำตาถูกสลักไว้ที่ใต้ตาแล้ว

และถ้ามีใครมาทักทายเขาจริง ๆ ก็ไม่อยากถูกมองว่าทำตัวน่าหดหู่หรือเหงาหงอยหรอกนะ

ใครบางคนที่เขารอมาตลอด

บางสิ่งที่เขารอมาตลอด

โชคชะตาที่เขารอมาตลอด

เขาอยากต้อนรับสิ่งนั้นด้วยรอยยิ้ม เขาคิด

และ

"......แต่ไม่มีใครมาหรอก"

เขาพึมพำขณะยิ้ม

ถึงแม้จะไม่รู้ว่ายืนอยู่แบบนั้นมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม

เพราะเขาก็อยู่แบบนั้นมาตั้งแต่แรกที่เกิดมาแล้ว

เพราะตั้งแต่ได้รับชีวิตมาในโลกนี้ เขาก็เฝ้ารอใครบางคนอยู่ขณะที่แหงนมองท้องฟ้าท้องฟ้าสีเทา

เขาจึงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า

"เลิกหวังดีไหมนะ ?"

เขาพูด

"ก้มหน้าลงมาซะแล้วล้มเลิกทุกอย่างดีไหมนะ ?"

เขาพูด

"ตั้งความหวังแล้วมันทรมาน ตั้งความหวังแล้วมันทรมาน ถึงจะอีกแค่แป๊บเดียวก็เถอะ......"

ล้มเลิกตัวเราไปเลยดีไหมนะ เขาคิด

"............"

ขณะที่เขา

"............"

ขณะที่ไลเนอร์กำลังจะล้มเลิกทุกสิ่งทุกอย่างแล้วก้มหน้าลง

 

 

ทิวทัศน์สีเทาก็ถูกบางอย่างฉีกกระชากออก